ปกติผมว่าชีวิตผมวุ่นวาย แต่วันนี้พบว่าผมวุ่นวายกว่าปกติ
เรื่องเริ่มจากเมื่ออาทิตย์ก่อนผมต้องเตรียมให้นาย (ไม่ใช่นายโดยตรง) เดินทางไปทำ train ด้วยว่าบินระยะไกล ตามเท่าที่ผมรู้เขามีสิทธิได้นั่งตั๋ว business class ผมทำเรื่องลงไปตามระบบ ส่งไปถึงฝ่ายออกตั๋ว แล้วก็เกิด drama ขึ้น
“สมพจน์ เดินทางไป train นั่ง buisness ไม่ได้”
ผมก็คิดในใจว่างานเข้าแล้วไง ต้องมานั่งแก้ request อีก แต่เอาเถอะ เปิดทำงานมาค่อยว่ากัน
ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา ผมโดนสอนเสมอว่าอย่าทำอะไรลอยๆ ทุกอย่างควรมีเอกสารหรือกฏรองรับ (ฟังอาจจะดู bureaucratic แต่ผมคิดว่าเงินที่เราได้มาใช้ในองค์กร เป็นเงินบริจาคมา ดังนั้นก็เป็นการสมควรที่ต้องทำงานแบบทั้งมี “ความรับผิด” และ “รับผิดชอบ” ดังนั้นควรต้องมีหลักฐานเพื่อให้ตรวจสอบได้) ดังนั้นผมก็หา confirmation ว่ามีกฏข้อไหนไหม เกี่ยวกับเรื่องนี้
ตอนแรกพี่ที่เกี่ยวข้องกับแผนกการเดินทางบอกผมว่ากำลังเช็คกับที่ headquarters อยู่ สุดท้ายเขาบอกกับผมสั้นๆว่าเขาเช็คกับ HR แล้วและยืนยันว่าไป training ก็ต้องไป economy class บอกต่อท้ายว่ามีอะไรให้ไปถาม HR
อาจจะด้วยติดนิสัยเดิมและดันมีเจ้านาย (โดยตรง) ที่ช่างซักถาม ซึ่งถ้าเราต้องรู้ให้ละเอียด ถึงจะตอบเขาได้ ผมเลยโทรไปหา HR Officer คนนั้น ไม่ใช่ด้วยว่าไม่เชื่อใจกัน แต่ด้วยว่าอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้และ แผนกเราก็มีส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางดังนั้นเราจึงอยากขอเอกสารเก็บไว้อ้างอิง
ผมได้รับคำยืนยันว่าถ้าเดินทางไป training ไม่ว่าจะไปด้วยงบของใคร ต้องไปด้วยชั้น economy เขาบอกว่า สิ่งนี้เป็น ”practice” หรือสิ่งที่คนในองค์กรนี้เขาปฏิบัติกัน แต่มันก็มีข้อยกเว้นถ้าตัวคนเดินทางขอไป business ก็ไปได้ ถ้ามีเหตุผลเช่นเรื่องสุขภาพ สรุปว่าไม่มี paper เขียนไว้ เขาถามต่อว่าจะให้ email กลับมายืนยันไว้อ้างอิงไหม ผมบอกว่าไม่เป็นไร
โอเค ไม่มีปัญหา
แต่ให้บังเอิญว่าเรารู้สึกสงสัยอะไรบางอย่าง ผมไล่เช็คดูในระบบ ก็พบว่ามีคนในแผนก HR (นั่นแหละ) เดินทางไป training ด้วย business class แล้วจากนั้นคงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น นายผม (โดยตรง) เดินไป “จัดเต็ม” ถึง HR ถ้าพูดแบบบ้านๆคือคงไปถามว่า “แล้วนี่มันอะไรกัน (วะ) ทีคนแผนกเอ็งเดินทางไป training นั่ง business แล้วทีคนอื่นล่ะ”
ตามความเข้าใจของผม ประเด็นของนายผมคือ อย่ามา double-standard กันนะเฟ้ย ทำอะไรก็ต้อง consistent
สุดท้าย นายผมคนที่ต้องเดินทางก็ได้บิน business ตัวแกเองเฉยๆ ดูแกเสียดายตังค์ค่าตั๋ว (แกอาจจะมองว่าไม่จำเป็น) แต่สุดท้ายก็ไป
ทั้งหมดที่เล่ามานี้สอนให้ผมรู้ว่า
1. officer บางคน (ที่เงินเดือนสูงท่วมหัวผม) ไม่ได้ทำสิ่งที่เขาเรียกว่า due diligence (คิดว่าหมายถึงการขยันตรวจสอบเรื่องราวหรืองานต่างๆที่ทำ ก่อนที่จะ take action ไป)
2. เป็น officer ไม่ควรพูดอะไร ”พล่อยๆ” เพราะมันจะ “พลาดๆ” อย่าลืมว่าองค์กรนี้เขามีระบบซึ่งตรวจสอบได้ และถ้าเราตรวจแล้วไม่เป็นอย่างที่คุณพุด คุณก็เสียเครดิต
3. ไม่รู้ว่าเราจะจ้าง officer แบบนี้ไว้รกองค์กรทำไม เทียบจาก pay grade เขาควรทำงานได้ดีกว่านี้
4. กะว่าต่อไป ถ้าผมต้อง deal กะ officer บางคน คงต้องใช้ email เป็นหลัก จะได้ไว้อ้างอิง
5. ฝรั่งบางคนที่เป็นเจ้าของภาษา บางครั้งอาจจะใช้ภาษา twist เรื่องให้มันดูแย่ ทั้งที่ประเด็นของเราคือเราอยากทำตาม practice ขององค์กร ก็เท่านั้น
6. ผมพบว่าผู้ใหญ่บางคนเขาก็มีวิธีการทำงานที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ด้วยว่าเห็นว่าเขาอาวุโสกว่าผมหวังว่าเขาจะมี “เมตตา” กับคนที่ตัวเล็กกว่าอย่างผม ด้วยการแนะนำที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่พบ มันตรงกันข้าม
7. ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันใดได้เป็น “ผู้ใหญ่” อย่างเขาบ้าง จะพยายาม “เมตตา” คนที่ตัวเล็กหรือเด็กๆให้มาก ก็เพราะเด็กเขาไม่มีประสบการณ์นี่ สอนเขาให้รู้ก็คงเกิดประโยชน์บ้าง
8. บางครั้งคนบางคนก็พูดไม่ตรงกันทั้งที่เวลาผ่านไปไม่นาน
9. ผมคงต้องเรียนรู้ที่จะต้องทำอะไรให้ “เนียน” กว่านี้
10. knowledge is power เป็นเรื่องจริง
เท่านี้แหละคับ
ป.ล. ทุกๆวันที่ทำงาน เป็นการเรียนรู้จริงๆ!
what you have stated on this post, it’s so true in realistic practice
)
Surprisingly… I’ve just recently learned all those lessons first-hand too!!!