เมื่อวันศุกร์ ผมมีภารกิจ ต้องไปงานแต่งเพื่อน เธอเป็นเพื่อนสมัยมัธยม
จากความทรงจำสีจางๆของผม เธอเรียนสายวิทย์ เหมือนเพื่อนส่วนใหญ่ในห้อง ชีวิตพัดพาไปเจอกับแฟน (ซึ่งก็เป็นเจ้าบ่าวในงาน) ดูเหมือนจะรักกัน 10 ปีมั้ง จนมาลงเอยกันเมื่อวันศุกร์
สารภาพ…ผมลังเลที่จะไปงาน รู้สึก irrelevant
ตามประสามนุษย์ที่ชอบให้เหตุผลกับทุกอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดเสมอว่าการที่ต้องย้ายออกจากสะพานใหม่มาบางบอนเป็นเหตุ ตอนเรียนปี 1 ผมต้องเรียนที่รังสิต เลยได้อยู่ที่สะพานใหม่ พอขึ้นปี 2 ผมไปเรียนที่ท่าพระจันทร์ และย้ายไปอยู่บางบอนเต็มตัว เลยคิดเสมอว่าเป็นเหตุทำให้ disconnected กับพวกเขา (นึกภาพเหมือนตอนสายโทรศัพท์โดนตัดนะ)
แล้วโลกของผมก็หมุนไป แล้วเราแทบไม่ได้เจอกัน เพื่อนผมสมัยมัธยมส่วนใหญ่เรียนที่เกษตร กะ ธรรมศาสตร์ รังสิต เลยไปมาหาสู่กันประจำ ส่วนชีวิตผมก็วนเวียนอยู่แถวสนามหลวง ปิ่นเกล้า และปากคลองตลาด จ
นมาหลังๆ (เอาเป็นว่าหลังจบโทกันเลยทีเดียว) ก็ได้มาเจอกันบ้าง บางทีชีวิตคนรุ่นผมนี้มันก็มี pattern ของมันนะ เรียนจบ ทำงานสักปีสองปี ก็เรียนต่อโท ถ้าเรียนเมืองไทยส่วนใหญ่เลือกเรียนไปทำงานไป (ไม่เสียเวลาไง) ถ้ามีตังค์หน่อยก็ไปเรียนเมืองนอก กลับมาทำงานสักพัก แล้วก็แต่งงาน
แต่มองอีกด้าน อาจจะเป็นที่ตัวผมเองก็ได้ที่ขี้เกียจไปยุ่งกับพวกมัน (เอาเป็นว่า สุดท้ายแล้วปัจจัยหลักคือผมแล้วกันนะ 555)
กลับมาที่งานแต่ง
อยากบอกว่าจริงๆแล้วผมขี้เกียจ ออกแนวไม่อยากไป แต่คิดไปคิดมา เอาเหอะ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรพยายาม reconnect กับพวกมัน
การไปงานแต่งแปลว่าผมต้องขับรถ เพราะต้องแบกสูทไป
การจารจรเย็นวันศุกร์ก็หนักหนาอยู่ โชคดีมีทางด่วนและ จ.ส. 100 ผมขับแบบใจลอย แต่ก็ถึงงานไม่สายนัก
ทันทีที่ถึง ผมโทรหาเพื่อนที่สนิท มันไม่รับ ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปคนเดียว ไม่แน่ใจว่าพวกมัน มากันรึยัง
สารภาพ (อีกแล้ว) ผมมีอาการไม่มั่นใจตัวเองเท่าไหร่ เดินดุ่ยๆเข้าไปคนเดียว แต่ก็ใจชื้น เมื่อเห็นเพื่อนๆนั่งกันอยู่
บนโต๊ะ มีเพื่อนคนนึง มันเป็นประเภทคุยเก่ง ประมาณว่าคุยได้ทุกเรื่อง ทำให้โต๊ะเราไม่มี dead silence
บทสนทนาบนโต๊ะ นอกจากเรื่องชีวิตความเป็นไปของแต่ละคนแล้ว หัวข้ออื่นๆเช่น เศรษฐกิจ และรถยนต์ก็หยิบมาคุยกัน และที่ขาดไม่ได้ พวกมันก็แซวกันว่า
“งานของมึงอ่ะ เมื่อไหร่”
คงจะหมายถึงงานอะไรไปไม่ได้ นอกจากงานแต่ง
ดูแล้ว เพื่อนผมหลายคนมีวางแผนกันไว้แล้ว หมั่นไส้มัน เพราะผมโสด 555
สักพักพิธีเริ่มขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตาม pattern ของมัน พิธีกรเปิด VTR พอจบ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินขึ้นมา สัมภาษณ์กันเล็กน้อย ตัดเค้ก (ผมว่าจุดประสงค์คือเพื่อถ่ายรูป คิดเล่นๆว่าถ้าได้แต่งงาน คงไม่อยากตัดเค้กอ่ะ มันน่าจะมีอะไรอย่างอื่นทำบนเวทีนะ หรือถ้าจะต้องตัด ก็จัดเป็นเค้กจริงไปเลยดีกว่าไหม ไม่ใช่เค้กโฟม)
ระหว่าง ที่เขาตัดเค้กกัน ผมรู้สึกว่าเหมือนมีกำแพงบางๆ กั้นระหว่างเวทีกับโต๊ะผม
ดูเหมือนเราจะไม่สนใจเรื่องบนเวทีเลย บนโต๊ะก็คุยกันแหย่กันไปเรื่อย บนเวทีเขาก็ถ่ายรูปกันเมามัน อืมมมม
แล้วไงอ่ะ ดูเหมือนไม่มี interaction ระหว่างกัน
อยากบอกว่าเคยไปงานเพื่อนคนนึง จัดที่ภัตตาคารที่ใหญ่หน่อย เป็น 2 ชั้น เป็นงาน cocktail แต่ก็มีอาหารให้กินนะ แต่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานเกือบตลอดเวลาเลย อาจจะด้วยบรรยากาศและสถานที่ที่ไม่ใหญ่เกินไปมั้ง อีกอย่าง มี after-party มีวงมาเล่นสด (ผมชอบมาก เจ๋งดี) ดูแล้วได้อารมณ์ คือประมาณว่า พอเสร็จพิธีการ เจ้าสาวลากเจ้าบ่าวขึ้นไปร้องเพลงบนเวที ดูสนุกดี รู้สึกมันเป็น “party” จริงๆ
แล้วงานก็จบลง เราแยกย้ายกันกลับบ้าน
ผมบึ่งรถกลับไป ด้วยใจลอยๆ คิดถึงชีวิตตัวเองว่าจะเอาไงต่อไป
สารภาพ (อีกแล้ว) ด้วยมีอาการแบบนี้แหละ ผมถึงไม่ค่อยอยากไปงานแต่ง ไปทุกครั้งก็อดคิดมามองตัวเองไม่ได้ว่าทำไมไม่สามารถสร้าง progress กับเรื่องนี้ได้เลย
แต่พอนึกถึงเรื่องชีวิตของ “พี่ที่นั่งใกล้ๆกัน” ผมก็ปลอบตัวเองว่า you need to have a little faith to keep on แล้วก็อยากเปิดเพลง “ทุ้มอยู่ในใจ” ฟังอีกสักรอบ (ยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกฟังเพลงนี้เมื่อไหร่)
แต่อย่างว่า ผมก็ open นะ แต่ก็นะชีวิตอันแสนจะวุ่นวาย กะว่าหลังจากเรื่องคอนโดมันลงตัว ก็คงพยายามแสวงหาความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากขึ้น
I wish she were here…
ป.ล. ขอบคุณป๋าป๊อกนะฮาฟฟฟฟ ที่นั่งดวดกาแฟเป็นเพื่อนตอน 5 ทุ่ม ^_^
ป.ล.2 เป็นวันที่กินกาแฟไป 4 แก้ว เช้า กลางวัน เย็นและดึก (5 ทุ่มเอง หึหึหึ)