เรื่องดีๆ (อีกเรื่อง)

วันศุกร์ มีเรื่องให้ผมชวนอึ้ง

ผมรู้มาว่ามีพี่คนนึงในแผนกเราตัดสินใจลาออก ซึ่งเป็นสิ่งทีไม่คาดคิดมาก่อน เพราะที่นี่ turnover rate ต่ำมาก เราสามารถหาคนที่ทำในองค์กรนี้เป็นเวลา 30-40 ปีได้โดยไม่ยากนัก ดังนั้น การที่มีคนออกถือเป็นเรื่องไม่บ่อยนัก

วันนั้นนายผม 2 คนเชิญพี่คนที่จะออกมาคุย เท่าที่รู้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว และตามสไตล์ของการทำงานที่นี่ เขาเคารพการตัดสินใจเสมอ

ออกจากห้องมานาย (โดยตรง) บอกผมว่า “There will be vacancy in xxxx and you should be prepared” (ขอ censored สักนิด)

ได้ฟัง ผมก็เหยยย อะไรวะ

เย็นนั้นก่อนกลับบ้าน นายเรียกผมเข้าไปคุยอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ว่าจะจับผมเข้าไปนั่งทำงานตรงนั้น แทนที่พี่คนนั้นที่จะออกไป และถามว่าสนใจไหม ประเด็นคือ ขอด่วนๆ เพราะเขาอยากรู้ว่าผมจะ yes หรือ no เพื่อจะได้วางแผนต่อไป ที่สำคัญถือเป็นการเลื่อนตำแหน่ง

ผมถามไปตรงๆ ข้างล่างนี้คือบทสนทนาที่พอจำได้

“Let me go frank. I feel like the work there is irrelevant of my goal to become an admin officer. For me, admin officer is a kind of generalist. You gottto know finance, HR and procurement with some sense of management. And I would say that my current work can contribute to this”

นายตอบว่า

“Yes, you are right. But I would say that the job would expose you into another area.”

ถ้าจำไม่ผิด นายไม่ได้บอกชัดเจนนัก แต่อย่างน้อย ก็ให้รู้ว่าสิ่งที่ผมคิดและวางไว้ไม่ผิดอะไร นายบอกต่อว่าก็ลองไปคิดดูแล้วกันนะ นายบอกว่าถ้าไม่เอาอ่ะก็ต้องรออีกนะ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ และเขาบอกตรงๆว่าไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยนแผนอีกหรือเปล่า

“And I need your answer on Monday”

เหยย ใจร้อนโพดๆ

เรื่องของเรื่องคือ ในออฟฟิศเรา มีเสียงร่ำลือกันว่าในแผนกนี้ เป็นแดนสนธยา งานหนักเอาการและเข้าไปแล้วออกยาก อีกอย่างลักษณะเป็นห้องปิด อาจถึงขั้นทำงานแบบไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวัน ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยอยากเข้าไปทำเท่าไหร่ อีกอย่าง ผมสนใจงานในอีกแผนกหนึ่งมากกว่าที่ดูแล้วได้พบปะเจรจากับผู้คนมากหน่อย น่าสนุกดี

เย็นนั้น ผมคิดเรื่องนี้ตลอด ขับรถไปคิดไปใจลอยมาก คิดว่าเอาไงดี

แน่นอน คิดไม่ออกก็ต้องหาตัวช่วย

หลังเสร็จจากงานเลี้ยงผมโฉบไปหาป๋าป๊อกกกก นั่งดวดกาแฟกันตอน 5 ทุ่มมั้ง (ขอย้ำว่ากาแฟ ไม่ใช่เหล้า) และแน่นอนว่าได้รับคำยุยงส่งเสริมว่า “ไปเหอะ”

“ภาระเยอะนะ ได้ข่าว” ประโยคนี้โดนใจ ใช่ดิ่ ทั้งรถทั้งคอนโด และไหนบรรดาของที่ต้องผ่อนอีกมากมาย

เวลาผ่านไปผมโทรหาเพื่อนอีกคน แน่นอน ก็โดนกล่อมอีกว่า “ไปเหอะ” สำหรับตัวผมแล้ว เรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญอยู่แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะมันก็ค่อยๆมีทางไปของมัน สิ่งเดียวที่ผมกังวลคืองานใหม่นี้จะ contribute career growth ยังไงมากกว่า ซึ่งตอนนี้มันเป็น aim ของชีวิตเลยทีเดียว (ผมมีเวลาที่จะเตรียมตัวสอบอีกประมาณ 2-3 ปี ตั้งใจว่าปีนี้จะพยายามสนุกกับชีวิต และปีหน้าจะเริ่มเตรียมตัวแล้ว) ผมคิดว่าผมอยากทำให้สิ่งต่างๆรอบตัวโดยเฉพาะงานที่ทำให้เกี่ยวข้องกับเป้าหมายนี้มากที่สุด

วันจันทร์ ผมโฉบมาคุยกะนายอีกคนที่ดูแลงานตรงนี้โดยตรง ผมถามว่าชีวิตจะเป็นยังไง ถ้าเข้าไปทำงานใหม่นี้

เขาบอกว่า ข้อ 1 บอกตามตรง งานตรงนี้เอ็งทำได้แน่ มันไม่ได้ยากมาก(แกรู้ดีว่าผมโง่เลขแค่ไหน) ส่วนข้อ 2 ชีวิตเอ็งก็เหมือนเดิมแหละ เวลาทำงานก็คงเหมือนเดิม และงานก็ไม่ได้หนักอย่างที่คิดนะเฟร้ย

แกบอกต่อไปว่าทันทีที่รู้ว่าพี่เขาจะออก เขาก็คิดหลายแผนเหมือนกัน หนึ่งในแผนนั้นคือจับผมเข้าไปทำซึ่งดูน่าจะดีที่สุดเพราะ ผมพอจะรู้ระบบอยู่บ้าง สอนกันไม่ต้องนับ 1 ใหม่ และอีกอย่างผมรู้ว่าถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ผมรู้ว่าต้องโทรหาใคร ซึ่งดีกว่าเอาคนนอกเข้ามา เพราะถ้าเป็นแผนนั้น เขาก็ต้องหาคนไปนั่งทำแทนชั่วคราว เพราะกว่าจะได้คนมาคงต้องใช้เวลาเป็นเดือน

อืมมม ผมถามคำถามเดียงกันกับนายอีกคนว่ามันจะเกี่ยวกับ goal ในชีวิตยังไง แกบอกว่า ตอบตรงๆ ไม่ได้ contribute ให้กับ goal นั้นมากนัก แต่สิ่งที่แกพูดต่อ เป็นสิ่งที่ผมนึกไม่ถึง

เขาถามว่าทุกวันนี้ ตำแหน่งของผมชื่อว่าอะไรแล้วตำแหน่งในนั้นมันชื่อว่าอะไร แล้ว job profile มันเป็นไง (รู้ดิ่ ติดต่อเรื่องทำ job profile กะ recruitment มากะมือ หึหึหึ) ซึ่งตอนนี้ชื่อตำแหน่งของผมเป็นคนละชนิดกับงานที่จะได้เข้าไปทำ ซึ่งถ้าลองทำก็ถือว่าได้ลองงานใน function ใหม่ และตำแหน่งนี้ job profile ของมันก็เหมือนกันทั้งแผนกดังนั้นในอนาคตก็มีสิทธิ์ไปทำงาน function อื่นในแผนกก็ได้ (ถ้านายเขาต้องการ) นี่ก็เป็น career growth นะ

อืมมม ก็จริงนะ คือ จริงๆแล้ว ก่อนมาคุยกะแก ผมก็มีคำตอบอยู่แล้วล่ะ ว่าจะเอาไง มาคุยเพื่อให้ได้เตรียมตัว เตรียมใจ

จากนั้นผมเดินเข้าไปหานาย(โดยตรง) แกถามต่อว่าเอาไง

“We respect your decision but we want to know soon so we can plan”

ผมบอกแกไปว่าตอนนี้พอเข้าใจปัญหาของเขาแล้ว และจำไม่ได้ว่าพูดอะไรต่อไปอีก จำได้อีกทีก็หลุดปากบอกแกไปว่า

“Yes, I will go in there”

พอฟังปุ๊บ มีรอยยิ้มระบายบนหน้าแก

ดูท่าจะโล่งใจ 555

ผมบอกแกต่อว่า ผมชอบงานท้าทายนะ และผมรู้สึกว่างานตรงนั้นมันค่อนข้าง routine ดังนั้นผมอยากจะเป็นคนทำบันทึกการประชุมอยู่ เพราะมันท้าทายและได้เรียนรู้งานเยอะดี อีกอย่าง ถ้ามีงานอะไรที่มันท้าทายและคิดว่าผมทำได้ล่ะก็จัดมาละกัน (สารภาพ ผมกลัวจะโดนบอนไซ อะไรหลายๆอย่างที่มีคับ)

แกบอกว่าโอเค (เดี๋ยวจัดให้) แกบอกว่าชอบอะไรแบบนี้นะที่เรา contribute ให้ออฟฟิศนอกเหนือจากงานประจำ แกบอกว่าสิ่งสำคัญที่แกชอบคือ commitment ที่เรามีให้ออฟฟิศ

แล้วเรื่อง drama ทางความรู้สึกก็จบลง

แล้วผมก็บอกโลกเสมือนใน facebook ว่า Hope I made the right choice.

อยากบอกว่าดีเหมือนกัน ผมดูจะหัดตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตอนนี้คงได้แต่คิดไปข้างหน้าว่าจะเจออะไรบ้าง

ตอนเย็นๆ หลังจากคิดเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าดีอย่างที่ไม่ได้งานที่ต้องการ เพราะการที่เราได้ในสิ่งที่ไม่ชอบทำให้เราไม่คาดหวังอะไรเลย ซึ่งดีแล้ว เพราะถ้าหวังแล้วไม่ได้ดังหวังอ่ะ มันก็จะผิดหวัง

อีกอย่างการที่ผม move ขึ้นมาก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ได้เข้ามาทำแทนผมบ้าง ถือเป็นการ “ขยับๆ กันขึ้นไป”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก “นิทานชีวิต” เรื่องนี้คือ บางทีนะผมว่าเราเลือกเส้นทางชีวิตไม่ได้หรอก แต่เราเลือกที่จะปรับทัศนคติของเราให้อยู่กับสิ่งใหม่ๆได้ และบางทีนั่นคงเป็นโอกาสดีให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น

It’s all about your attitude, really.

ป.ล. ขอกราบขอบพระคุณผู้มีอุปการคุณที่สนับสนุนการตัดสินใจในครั้งนี้

- แม่ที่รับฟัง

- พี่ที่ “นั่งใกล้ๆกัน” หวังว่าคงเป็น the right choice นะฮาฟฟฟ

 - Ms. F and Mr. W, well, thanks for your reasoning and given opportunity

- ป๋าป๊อกกี้ ที่ดวดกาแฟด้วยกัน และชี้ให้เห็นถึง logic ของชีวิตที่ว่า อะไรมาก็คว้าไว้ก่อนนะไอ้ตี๋

- คุณ ก. แถวปุณณวิถี ที่รับฟังและให้มุมมอง

- พี่อัจ ที่ให้กำลังใจในการตัดสินใจในครั้งนั้น (ที่ออกจากงานครั้งแรก) ใช่ฮับ มีครั้งแรก(ที่ก้าวออกไปหาอะไรใหม่ๆ) ก็มีครั้งๆต่อๆมา lecture วันนั้นออกแนว เป็น lecture เปลี่ยนชีวิตกันเลยนะฮับ ขอบคุณหลายๆ

Posted in Uncategorized | Leave a comment

เย็นวันศุกร์

เมื่อวันศุกร์ ผมมีภารกิจ ต้องไปงานแต่งเพื่อน เธอเป็นเพื่อนสมัยมัธยม

จากความทรงจำสีจางๆของผม เธอเรียนสายวิทย์ เหมือนเพื่อนส่วนใหญ่ในห้อง ชีวิตพัดพาไปเจอกับแฟน (ซึ่งก็เป็นเจ้าบ่าวในงาน) ดูเหมือนจะรักกัน 10 ปีมั้ง จนมาลงเอยกันเมื่อวันศุกร์

สารภาพ…ผมลังเลที่จะไปงาน รู้สึก irrelevant

ตามประสามนุษย์ที่ชอบให้เหตุผลกับทุกอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดเสมอว่าการที่ต้องย้ายออกจากสะพานใหม่มาบางบอนเป็นเหตุ ตอนเรียนปี 1 ผมต้องเรียนที่รังสิต เลยได้อยู่ที่สะพานใหม่ พอขึ้นปี 2 ผมไปเรียนที่ท่าพระจันทร์ และย้ายไปอยู่บางบอนเต็มตัว เลยคิดเสมอว่าเป็นเหตุทำให้ disconnected กับพวกเขา (นึกภาพเหมือนตอนสายโทรศัพท์โดนตัดนะ)

แล้วโลกของผมก็หมุนไป แล้วเราแทบไม่ได้เจอกัน เพื่อนผมสมัยมัธยมส่วนใหญ่เรียนที่เกษตร กะ ธรรมศาสตร์ รังสิต เลยไปมาหาสู่กันประจำ ส่วนชีวิตผมก็วนเวียนอยู่แถวสนามหลวง ปิ่นเกล้า และปากคลองตลาด จ

นมาหลังๆ (เอาเป็นว่าหลังจบโทกันเลยทีเดียว) ก็ได้มาเจอกันบ้าง บางทีชีวิตคนรุ่นผมนี้มันก็มี pattern ของมันนะ เรียนจบ ทำงานสักปีสองปี ก็เรียนต่อโท ถ้าเรียนเมืองไทยส่วนใหญ่เลือกเรียนไปทำงานไป (ไม่เสียเวลาไง) ถ้ามีตังค์หน่อยก็ไปเรียนเมืองนอก กลับมาทำงานสักพัก แล้วก็แต่งงาน

แต่มองอีกด้าน อาจจะเป็นที่ตัวผมเองก็ได้ที่ขี้เกียจไปยุ่งกับพวกมัน (เอาเป็นว่า สุดท้ายแล้วปัจจัยหลักคือผมแล้วกันนะ 555)

กลับมาที่งานแต่ง

อยากบอกว่าจริงๆแล้วผมขี้เกียจ ออกแนวไม่อยากไป แต่คิดไปคิดมา เอาเหอะ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรพยายาม reconnect กับพวกมัน

การไปงานแต่งแปลว่าผมต้องขับรถ เพราะต้องแบกสูทไป

การจารจรเย็นวันศุกร์ก็หนักหนาอยู่ โชคดีมีทางด่วนและ จ.ส. 100 ผมขับแบบใจลอย แต่ก็ถึงงานไม่สายนัก

ทันทีที่ถึง ผมโทรหาเพื่อนที่สนิท มันไม่รับ ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปคนเดียว ไม่แน่ใจว่าพวกมัน มากันรึยัง

สารภาพ (อีกแล้ว) ผมมีอาการไม่มั่นใจตัวเองเท่าไหร่ เดินดุ่ยๆเข้าไปคนเดียว แต่ก็ใจชื้น เมื่อเห็นเพื่อนๆนั่งกันอยู่

บนโต๊ะ มีเพื่อนคนนึง มันเป็นประเภทคุยเก่ง ประมาณว่าคุยได้ทุกเรื่อง ทำให้โต๊ะเราไม่มี dead silence

บทสนทนาบนโต๊ะ นอกจากเรื่องชีวิตความเป็นไปของแต่ละคนแล้ว หัวข้ออื่นๆเช่น เศรษฐกิจ และรถยนต์ก็หยิบมาคุยกัน และที่ขาดไม่ได้ พวกมันก็แซวกันว่า

“งานของมึงอ่ะ เมื่อไหร่”

คงจะหมายถึงงานอะไรไปไม่ได้ นอกจากงานแต่ง

ดูแล้ว เพื่อนผมหลายคนมีวางแผนกันไว้แล้ว หมั่นไส้มัน เพราะผมโสด 555

สักพักพิธีเริ่มขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตาม pattern ของมัน พิธีกรเปิด VTR พอจบ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินขึ้นมา สัมภาษณ์กันเล็กน้อย ตัดเค้ก (ผมว่าจุดประสงค์คือเพื่อถ่ายรูป คิดเล่นๆว่าถ้าได้แต่งงาน คงไม่อยากตัดเค้กอ่ะ มันน่าจะมีอะไรอย่างอื่นทำบนเวทีนะ หรือถ้าจะต้องตัด ก็จัดเป็นเค้กจริงไปเลยดีกว่าไหม ไม่ใช่เค้กโฟม)

ระหว่าง ที่เขาตัดเค้กกัน ผมรู้สึกว่าเหมือนมีกำแพงบางๆ กั้นระหว่างเวทีกับโต๊ะผม

ดูเหมือนเราจะไม่สนใจเรื่องบนเวทีเลย บนโต๊ะก็คุยกันแหย่กันไปเรื่อย บนเวทีเขาก็ถ่ายรูปกันเมามัน อืมมมม

แล้วไงอ่ะ ดูเหมือนไม่มี interaction ระหว่างกัน

อยากบอกว่าเคยไปงานเพื่อนคนนึง จัดที่ภัตตาคารที่ใหญ่หน่อย เป็น 2 ชั้น เป็นงาน cocktail แต่ก็มีอาหารให้กินนะ แต่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานเกือบตลอดเวลาเลย อาจจะด้วยบรรยากาศและสถานที่ที่ไม่ใหญ่เกินไปมั้ง อีกอย่าง มี after-party มีวงมาเล่นสด (ผมชอบมาก เจ๋งดี) ดูแล้วได้อารมณ์ คือประมาณว่า พอเสร็จพิธีการ เจ้าสาวลากเจ้าบ่าวขึ้นไปร้องเพลงบนเวที ดูสนุกดี รู้สึกมันเป็น “party” จริงๆ

แล้วงานก็จบลง เราแยกย้ายกันกลับบ้าน

ผมบึ่งรถกลับไป ด้วยใจลอยๆ คิดถึงชีวิตตัวเองว่าจะเอาไงต่อไป

สารภาพ (อีกแล้ว) ด้วยมีอาการแบบนี้แหละ ผมถึงไม่ค่อยอยากไปงานแต่ง ไปทุกครั้งก็อดคิดมามองตัวเองไม่ได้ว่าทำไมไม่สามารถสร้าง progress กับเรื่องนี้ได้เลย

แต่พอนึกถึงเรื่องชีวิตของ “พี่ที่นั่งใกล้ๆกัน” ผมก็ปลอบตัวเองว่า you need to have a little faith to keep on แล้วก็อยากเปิดเพลง “ทุ้มอยู่ในใจ” ฟังอีกสักรอบ (ยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกฟังเพลงนี้เมื่อไหร่)

แต่อย่างว่า ผมก็ open นะ แต่ก็นะชีวิตอันแสนจะวุ่นวาย กะว่าหลังจากเรื่องคอนโดมันลงตัว ก็คงพยายามแสวงหาความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากขึ้น

I wish she were here…

ป.ล. ขอบคุณป๋าป๊อกนะฮาฟฟฟฟ ที่นั่งดวดกาแฟเป็นเพื่อนตอน 5 ทุ่ม ^_^

ป.ล.2 เป็นวันที่กินกาแฟไป 4 แก้ว เช้า กลางวัน เย็นและดึก (5 ทุ่มเอง หึหึหึ)

Posted in Uncategorized | Leave a comment

เรื่องดีๆวันตรุษจีน

มีเรื่องอยากเล่า อยากบันทึก

เมื่อวานเป็นวันไหว้เจ้าของเทศกาลตรุษจีน เป็นวันที่เราจะเชิญอาม่าอากงที่ไม่ได้อยู่กะเราแล้วมากินข้าว คงเป็นนัยว่าให้ระลึกถึงกัน

และก็มีการแจกอั่งเปา

สมัยเป็นเด็กหลายคนอาจจะตื่นเต้น แต่ผมเฉยๆ ผมโดนสอนว่า ไม่ต้องไปตระเวนรับอั่งเปาจากญาติๆหรอกนะ แต่ว่าถ้าใครฝากมาก็รับไว้ แต่ผมเองก็ไม่รู้หรอก แม่เก็บหมด ทำให้ผมเองไม่ค่อยได้สนใจมันด้วยซ้ำ

โทรศัพท์ดังขึ้น

“คิว วันนี้ว่าเปล่า” อาอี๊ (คุณน้า) ถาม

“เอ่อ ว่างคับ” จริงๆแล้วไม่อยากไปไหน พ่อกับแม่ไม่เคยบังคับให้ช่วยไหว้เจ้าและผมไม่เคยหยุดเรียนช่วงตรุษจีน สำหรับผมตรุษจีนเป็นวันที่ผมต้องกินของไหว้และลงมาจุดธูปไหว้เจ้าเท่านั้น

“งั้นมาหาอี๊หน่อย มาไหว้อาม่าแล้วก็มาเอาซองไปให้อากู๋”

อากู๋หรือคุณลุงเป็นลูกชายคนโตของอาม่า (คุณยาย) อี๊ช่วยเหลือเรื่องเงินแกตลอด และส่งแต๊ะเอียไปให้ทุกปี

พอขึ้นไปหาอี๊ ผมไหว้อากงอาม่าและอาอี๊อีกคนที่เสียไปนานแล้ว อี๊เอาซองของอากู๋ให้ และยื่นอีกซองให้ผมเป็นซองสีทอง

“อันนี้ให้คิวนะ”

ที่ผ่านมาอี๊ไม่เคยให้แตะเอียผมและเป็นคนสอนแหละว่าไม่ต้องไปตระเวนรับแต๊ะเอีย และผมเองก็เฉยๆ ผมงงๆ อะไรหว่าซองหนาๆ ในนั้นมีซองจดหมายอีกใบ แต่พอแง้มซองดูจากที่งงกลายเป็นตกใจ

ถึงขั้นช๊อค

เพราะเป็นเช็คหนึ่งล้านบาทลงชื่อผม

ผมบอกว่าไม่เอาอี๊ ผมไม่ต้องการหรอก ไม่ต้องห่วงคิดว่าสักวันน่าจะหาได้นะ อี๊เก็บไว้เหอะให้น้องก็ได้

อี๊บอกว่า

“อันนี้อี๊ตั้งใจให้นะ ให้เพราะคิวเป็นคนดี อี๊ภูมิใจในตัวคิวนะ”

อี๊สะอื้น ผมเองน้ำตารื้น ตกใจ (สารภาพว่าตอนพิมพ์ถึงบรรทัดนี้ ผมก็ยังน้ำตารื้นอยู่เลย)

 ไม่รู้สิ อาจจะเพราะดีใจและตื้นตันใจมั้งที่อี๊บอกว่าภูมิใจ พ่อแม่และทุกคนที่บ้านไม่เคยมีใครบอกอะไรผมเลย คือผมเองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรนะเฉยๆ รู้ว่าเขารักและห่วงนะ ทำให้คิดว่าอย่าทำตัวเองให้เป็นปัญหากับใครก็พอแล้ว

(ผมเองมารู้ทีหลังว่าแม่นอนร้องไห้หลังจากที่ผมเอาเงินเดือนเดือนแรกยื่นให้… สารภาพ ถึงบรรทัดนี้ ตาผมมีน้ำตาอีกแล้ว)

อี๊บอกต่อว่า เงินนี้เป็นเงินที่ได้จากการขายบ้านหลังเก่า ที่ผ่านมาอี๊เอาเงินมาช่วยโปะบ้านที่เราอยู่ทุกวันนี้ จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ไม่นานมานี้เราเพิ่งขายบ้านหลังเก่าได้ แม่เลยเอาเงินคืนอี๊ไป (อย่างว่านี่แหละนิสัยแม่ผมไม่ชอบติดค้างไป) และก็เป็นเงินก้อนนี้แหละที่มาอยู่ในเช็คใบนี้

หลังจากยื้อสักพักผมก็ต้องเก็บเช็คนั้นไว้ เดินไปหาแม่ด้วยความรู้สึกอึ้งๆ สับสนหน่อยๆ ว่าเอาไงดี

เจอแม่ก็ไม่ได้บอกอะไรเขามากแค่ฝากซองไว้ แล้วบอกว่าเก็บให้ดีๆ แล้วเดี๋ยวกลับมาคุย

แล้วผมก็นั่งรถไปหาอากู๋ ปฏิบัติภารกิจ ระหว่างนั่งรถผมสับสน ลังเล คนใกล้ตัวผมจะรู้ว่าผมสนใจเรื่องการเงิน กองทุนตลาดหุ้นแค่ไหน (แม้ว่าจะได้ C วิชา finance เพราะโง่เลขเข้าขั้นหนัก) ดังนั้นได้เงินมามีหรือจะไม่อยากเอาไปลงทุน คือพอนึกถึงตัวเลข ก็มี portfolio แบบขำๆขึ้นมาในหัวทันทีว่าจะไปลงasset แบบไหนบ้าง

แต่อีกใจนึง ผมคิดว่าควรคืนพ่อกะแม่ไป เป็นเงินเขานี่หว่า เป็นน้ำพักน้ำแรงของเขาทั้งชีวิต อีกอย่างทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยให้อะไรเขาเลย มีแต่แบมือขอ ดังนั้นให้เขาไปเหอะ

เอ หรืออีก choice ให้เขาไปบางส่วนเก็บไว้บางส่วน

เอาไงดีวะ

คิดไปคิดมา ผมรู้สึกว่าบางทีการได้ตังค์มาอย่างนี้อาจทำให้เราไม่รู้ค่ามัน ตอนที่จะซื้อกองทุนครั้งแรก ผมตื่นเต้น เปิด net อ่านโน่นอ่านนี่ ทำการบ้าน จดโน่นจดนี่ เพราะเรารู้สึกว่านี่เป็นเงินเก็บของเรา ไม่อยากเสียมันไปง่ายๆ แม้จะเหนื่อย วุ่นวาย แต่สิ่งท่าตามมาคือความรู้ เพราะได้อ่าน (จนพอจับทางได้บ้างนิดหน่อย ยังมีให้รู้อีกเยอะคับ)

คิดไปคิดมา ผมตัดสินใจว่าคืนแม่ไปเหอะ ไม่เป็นไรน่า คิดว่าสักวันต้องหาได้

ทันทีที่ถึงออฟฟิศ ผมเดินไปคุย แน่นอนแม่เปิดดูแล้วว่าข้างในเป็นอะไร

ผมก็บอกว่า แม่เอาไปเหอะ อี๊ให้มานะ

แล้วตาของแม่ก็เริ่มมี้น้ำตา เสียงพูดเริ่มกลายเป็นสียงสะอึกสะอื้น

ผมเองก็ไม่ต่างกัน

“แกเอาไปลงทุนเหอะ เห็นบอกอยากซื้อกองทุนไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ก็เก็บไว้ให้น้องนะ มีกันอยู่ 3 คน”

ผมบอก “นี่มันเงินแม่นะ เก็บใว้เหอะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ทุกวันนี้เราก็มีกินมีใช้ ไม่ต้องหรอก ไม่จำเป็นต้องใช้หรอก”

หลังคุยกันไปมาสักครู่ กลายเป็นผมเก็บเงินไว้

สารภาพว่าใจหนึ่งดีใจและใจหนึ่งก็กังวล ดูเหมือนเป็นภาระ คือผมไม่คิดอยากได้มันแล้วไง เพราะรู้สึกว่าเป็นของของแม่หรือของอี๊ แต่เอาเหอะ เขาให้มา ก็ต้องเอามาทำให้เกิดประโยชน์

เลยตัดสินใจว่าจเอามันไปลงทุนและเป็นเงินเก็บในชีวิตแหละ และคงจะไม่ใช้ ถ้าไม่มีเหตุอะไร และคงไม่เอาไปโปะคอนโดหรอก เพราะทุกอย่างมัน on track ของมัน (กลัวว่าวินัยการเงินจะเสียได้ ถ้ามีเงินช่วยเยอะขนาดนี้)

และที่สำคัญผมก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ของของผมอยู่ดี

สิ่งที่ทำได้คือเอามันไปลงทุนอย่างที่อยากทำ ผมสัญญากับตัวเองว่าจไม่เอาเบิกมาใช้เป็นอันขาดเว้นแต่จำเป็นและฉุกเฉินจริงๆ

อยากบอกว่าทั้งหมดที่เล่ามา สิ่งที่ดีใจมากไม่ใช่เงินเลย (คิดว่าสักวันต้องหาได้นะ) แต่เป็นสิ่งที่อี๊พูดต่างหาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในชีวิตที่น้ำตาไหลเพราะอี๊ไม่เคยพูดอย่างนี้เลย

อี๊กะแม่ทำให้ตรุษจีนปีนี้ของผมดูมีความหมายกว่าเดิมนัก

ขอบคุณนะคับอี๊

Posted in Uncategorized | 1 Comment

บทเรียนวันนี้

ปกติผมว่าชีวิตผมวุ่นวาย แต่วันนี้พบว่าผมวุ่นวายกว่าปกติ

เรื่องเริ่มจากเมื่ออาทิตย์ก่อนผมต้องเตรียมให้นาย (ไม่ใช่นายโดยตรง) เดินทางไปทำ train ด้วยว่าบินระยะไกล ตามเท่าที่ผมรู้เขามีสิทธิได้นั่งตั๋ว business class ผมทำเรื่องลงไปตามระบบ ส่งไปถึงฝ่ายออกตั๋ว แล้วก็เกิด drama ขึ้น

“สมพจน์ เดินทางไป train นั่ง buisness ไม่ได้”

ผมก็คิดในใจว่างานเข้าแล้วไง ต้องมานั่งแก้ request อีก แต่เอาเถอะ เปิดทำงานมาค่อยว่ากัน

ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา ผมโดนสอนเสมอว่าอย่าทำอะไรลอยๆ ทุกอย่างควรมีเอกสารหรือกฏรองรับ (ฟังอาจจะดู bureaucratic แต่ผมคิดว่าเงินที่เราได้มาใช้ในองค์กร เป็นเงินบริจาคมา ดังนั้นก็เป็นการสมควรที่ต้องทำงานแบบทั้งมี “ความรับผิด” และ “รับผิดชอบ” ดังนั้นควรต้องมีหลักฐานเพื่อให้ตรวจสอบได้) ดังนั้นผมก็หา confirmation ว่ามีกฏข้อไหนไหม เกี่ยวกับเรื่องนี้

ตอนแรกพี่ที่เกี่ยวข้องกับแผนกการเดินทางบอกผมว่ากำลังเช็คกับที่ headquarters อยู่ สุดท้ายเขาบอกกับผมสั้นๆว่าเขาเช็คกับ HR แล้วและยืนยันว่าไป training ก็ต้องไป economy class บอกต่อท้ายว่ามีอะไรให้ไปถาม HR

อาจจะด้วยติดนิสัยเดิมและดันมีเจ้านาย (โดยตรง) ที่ช่างซักถาม ซึ่งถ้าเราต้องรู้ให้ละเอียด ถึงจะตอบเขาได้ ผมเลยโทรไปหา HR Officer คนนั้น ไม่ใช่ด้วยว่าไม่เชื่อใจกัน แต่ด้วยว่าอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้และ แผนกเราก็มีส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางดังนั้นเราจึงอยากขอเอกสารเก็บไว้อ้างอิง

ผมได้รับคำยืนยันว่าถ้าเดินทางไป training ไม่ว่าจะไปด้วยงบของใคร ต้องไปด้วยชั้น economy เขาบอกว่า สิ่งนี้เป็น ”practice” หรือสิ่งที่คนในองค์กรนี้เขาปฏิบัติกัน แต่มันก็มีข้อยกเว้นถ้าตัวคนเดินทางขอไป business ก็ไปได้ ถ้ามีเหตุผลเช่นเรื่องสุขภาพ สรุปว่าไม่มี paper เขียนไว้ เขาถามต่อว่าจะให้ email กลับมายืนยันไว้อ้างอิงไหม ผมบอกว่าไม่เป็นไร   

โอเค ไม่มีปัญหา

แต่ให้บังเอิญว่าเรารู้สึกสงสัยอะไรบางอย่าง ผมไล่เช็คดูในระบบ ก็พบว่ามีคนในแผนก HR (นั่นแหละ) เดินทางไป training ด้วย business class แล้วจากนั้นคงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น นายผม (โดยตรง) เดินไป “จัดเต็ม” ถึง HR ถ้าพูดแบบบ้านๆคือคงไปถามว่า “แล้วนี่มันอะไรกัน (วะ) ทีคนแผนกเอ็งเดินทางไป training นั่ง business แล้วทีคนอื่นล่ะ”

ตามความเข้าใจของผม ประเด็นของนายผมคือ อย่ามา double-standard กันนะเฟ้ย ทำอะไรก็ต้อง consistent

สุดท้าย นายผมคนที่ต้องเดินทางก็ได้บิน business ตัวแกเองเฉยๆ ดูแกเสียดายตังค์ค่าตั๋ว (แกอาจจะมองว่าไม่จำเป็น) แต่สุดท้ายก็ไป    

ทั้งหมดที่เล่ามานี้สอนให้ผมรู้ว่า

1. officer บางคน (ที่เงินเดือนสูงท่วมหัวผม) ไม่ได้ทำสิ่งที่เขาเรียกว่า due diligence (คิดว่าหมายถึงการขยันตรวจสอบเรื่องราวหรืองานต่างๆที่ทำ ก่อนที่จะ take action ไป)

2. เป็น officer ไม่ควรพูดอะไร ”พล่อยๆ” เพราะมันจะ “พลาดๆ” อย่าลืมว่าองค์กรนี้เขามีระบบซึ่งตรวจสอบได้ และถ้าเราตรวจแล้วไม่เป็นอย่างที่คุณพุด คุณก็เสียเครดิต

3. ไม่รู้ว่าเราจะจ้าง officer แบบนี้ไว้รกองค์กรทำไม เทียบจาก pay grade เขาควรทำงานได้ดีกว่านี้ 

4. กะว่าต่อไป ถ้าผมต้อง deal กะ officer บางคน คงต้องใช้ email เป็นหลัก จะได้ไว้อ้างอิง

5. ฝรั่งบางคนที่เป็นเจ้าของภาษา บางครั้งอาจจะใช้ภาษา twist เรื่องให้มันดูแย่ ทั้งที่ประเด็นของเราคือเราอยากทำตาม practice ขององค์กร ก็เท่านั้น 

6. ผมพบว่าผู้ใหญ่บางคนเขาก็มีวิธีการทำงานที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ด้วยว่าเห็นว่าเขาอาวุโสกว่าผมหวังว่าเขาจะมี “เมตตา” กับคนที่ตัวเล็กกว่าอย่างผม ด้วยการแนะนำที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่พบ มันตรงกันข้าม  

7. ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันใดได้เป็น “ผู้ใหญ่” อย่างเขาบ้าง จะพยายาม “เมตตา” คนที่ตัวเล็กหรือเด็กๆให้มาก ก็เพราะเด็กเขาไม่มีประสบการณ์นี่ สอนเขาให้รู้ก็คงเกิดประโยชน์บ้าง

8. บางครั้งคนบางคนก็พูดไม่ตรงกันทั้งที่เวลาผ่านไปไม่นาน

9. ผมคงต้องเรียนรู้ที่จะต้องทำอะไรให้ “เนียน” กว่านี้  

10. knowledge is power เป็นเรื่องจริง

เท่านี้แหละคับ

ป.ล. ทุกๆวันที่ทำงาน เป็นการเรียนรู้จริงๆ!

Posted in Uncategorized | 2 Comments

A Year in Review

ปีใหม่กำลังมาอีกแล้ว ปีนี้คงเป็นสุดท้ายที่ผมสามารถถือได้ว่ามีเลข 2 นำหน้า ปีหน้าขึ้นเลข 3 แล้วฮาฟฟฟ

โดยรวม ปีนี้ผมก็มีความสุขเรื่อยๆ มี challenge ตอนต้นปี ด้วยว่าเริ่มผ่อนดาวน์คอนโด ตลอดปี ผมก็รู้สึกป่วนๆกับเรื่องภาระเหล่านี้นิดหน่อยแต่สุดท้ายก็รอดมาได้

กลางๆปีชีวิตผมดูมีสุขขึ้นเล็กน้อย แต่อย่างว่าความสุขมักอยู่ไม่นานและสุดท้ายมันก็ผ่านพ้นไป ผมได้บทเรียนว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามเราควรคุมสตินิ่งๆไว้ อย่าปล่อยให้จิตมันเตลิด มันเหนื่อย

เรื่องงาน ช่วงกลางปีไม่ค่อยมีอะไร ทุกอย่างไปเรื่อยๆ แต่มาปลายปีงานยุ่งสุดๆ ผมกับใครอีกหลายคนต้องมาช่วยกันตามแก้ปัญหาต่างๆ ผมรู้สึกว่าแย่ที่คนที่ pay grade สูงกว่า แต่ทำงาน “ห่วย” และเป็นเหตุให้คนอื่นอีกหลายคนต้องมาตามแก้ คิดเล่นๆว่าจะจ้างคนเหล่านี้ด้วยเงินเดินแพงๆทำไม ถ้าไม่รู้จักแก้ปัญหาให้ดี

แต่พอบ่นให้นายฟัง นายสอนว่า ไอ้ตี๋การทำงานในองค์กรก็เป็นยังงี้แหละเราก็ต้องช่วยๆกันแก้ปัญหาให้มันผ่านไป ถือซะว่าช่วยกันประคับประคองให้งานมันเสร็จไปนะ อีกอย่างทำยังงี้ก็เป็นการซื้อใจเขานะเฟ้ย

แล้วผมก็เข้าใจมากขึ้นถึงคำว่า “มืออาชีพ” คืออาจจะเหนื่อยหรือหงุดหงิดกับคนบางคนที่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่เราควรที่จะแสดงความเป็น “มืออาชีพ” เพื่อแก้ปัญหามันต่อไปเพื่อให้องค์กรมันเดินต่อไปได้ไง

ปีนี้นอกจากบทเรียนเรื่องการทำงานแล้ว ทักษะที่ผมได้อีกอย่างคือ การปรับอารมณ์และความคิด มี 2-3 ครั้งที่ผมเซ็งเพราะผิดหวัง แต่เหมือนจิตมันเริ่มเรียนรู้ให้จัดการกับความรู้สึกตัวเอง แม้ว่าความผิดหวังนั้นจะเกี่ยวกับเรื่องงานซึ่งเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากกกกก แต่ไม่น่าเชื่อ ผมใช้เวลา “นั่งคุย” กับจิตใจผมเองและค่อยๆปรับความคิด ไม่นานนักก็ “สลัดหลุด” กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม อยากขอบคุณ เรื่องราวและปัญหาต่างๆที่เข้ามาคับ ^^ ตั้งใจว่าปีหน้าฟ้าใหม่ จะพยายามทำให้ดีกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ผมอยากขอขอบคุณผู้สนับสนุนดังต่อไปนี้ที่ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์บางชนิด

ขอบคุณเจ้านาย (Ms. F@14B) ที่ให้โอกาส และพูดอะไรหลายอย่างแบบตรงๆและแฟร์ๆ ขอบคุณเจ้านายอีกคน (Mr. J @15B) ที่สอนให้เห็นถึงวิธีคิดและวิธีการ convince คนในการทำงานองค์กรใหญ่และสอนให้ “มองในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”

ขอบคุณพี่ๆในออฟฟิศ ที่สอนงานเสมอมา ขอบคุณพี่ๆต่างออฟฟิศที่สอนงานในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน  

ขอบคุณพี่ที่ “นั่งใกล้ๆกัน” ที่สอนให้ใจเย็นๆกับเรื่องต่างๆในชีวิต รวมถึงเรื่องชีวิตครอบครัว

ขอบคุณพี่ที่ “นั่งห่างออกไปหน่อย” ที่สอนให้รู้ว่าความสุขแบบ “พอเพียงและเป็นคนธรรมดา” เป็นยังไง (ผมว่าพี่เขาเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลกคนนึงเลยนะ)

ขอบคุณ เพื่อนๆทุกๆคนที่ทำให้ชีวิต “สนุก” และทำให้โลกนี้ไม่เหงาจนเกินไป

ขอบคุณ “ป๋าป๊อก” ที่ช่วยสร้าง “สีสัน” ให้ชีวิต (รักป๋า ณ ฮาฟฟฟฟฟ อิอิอิ)

ขอบคุณ “เจ๊หนิง” อุตส่าห์มาเป็น “เมียจำเป็น” มาช่วยสร้าง concept ห้องกะเลือกเฟอร์นิเจอร์ (จะโดนมันเตะมั๊ย เรียกมันเมียจำเป็น 555)  

ขอบคุณพี่อัจที่สอนให้ค่อยๆเข้าใจชีวิตมากขึ้น

ขอบคุณ “เพื่อนเก่าคนนั้น” กับมื้อเย็นวันนั้นที่ทำให้รู้ว่าเธอเป็นคนเดิม และความรู้สึกผมมันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วสักเท่าไหร่ (ความรู้สึกบางอย่างมัน “ทุ้มอยู่ในใจ” เสมอ)

ขอบคุณอี๊บ่วยที่แนะนำให้เกิดอะไรดีๆขึ้นใน “ครอบครัว” ของผม      

และขอบคุณ ป๋ากับแม่ที่เลี้ยงดูมา และไม่บังคับให้ทำอะไรเลย

ขอบคุณนะคับ

PS: A special thanks to Ms. P who really enriched the meaning of my life, albeit a freakingly short period.

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

A short lesson of lonely Friday night

You need to always have faith in life

With strong and solid might

Despite plight

Coz at the tunnel end, there is always simmering light

So you have to get through rough days and night

Hang in there tight

Secure yourself through emotional fight

And things will soon get right

 

Hopefully

Posted in Uncategorized | Leave a comment

A Hellish Weekend

สุดสัปดาห์ที่กำลังจะผ่านไปนี้ถือเป็น “สัปดาห์นรก” สำหรับผม

งานยุ่งตามปกติ แถมเลิกงาน ผมต้องแบกงานมาทำที่บ้าน เป็นการถอดเทปการประชุม ทีผมต้องนั่งปั้น นั่งเขียนบันทึกการประชุมให้มันดีๆ

วันพุธแว่บไปตรวจห้อง ต้องขอกราบขอบพระคุณ “พี่สาและน้องโบ (ล่ำ)” ที่ไปช่วยเป็นกำลังเสริม (หรืออาจจะเป็นกำลังหลักก็ว่าได้ เพราะเจ้าของห้องมันโง่และไม่ค่อยละเอียดหุหุหุ) และคืนนั้นก็ไปคาราโอเกะ (ไม่ได้ไปตั้งนานแล้วววว)

วันพฤหัสกับศุกร์ ยุ่งตามระเบียบ

คืนวันศุกร์ ผมเริ่มลุยทำบันทึกประชุม ฟังไปพิมพ์ไป คนพูดก็พูดไปเรื่อย คนฟังก็มึน จับประเด็นยาก ไม่แน่ใจว่าคนพูดเขาเข้าใจไหมว่าที่ประชุมเขาพูดประเด็นไหนกันอยู่ ไม่รู้ว่าเขาเห็นใจคนทำบันทึกการประชุมไหมว่าต้องมานั่งเขียนให้มันดูดี

ผมทำจนรู้สึกสมองตื้อ ทำไม่ไหวแล้วถึงไปนอน

วันเสาร์ ผมตื่นเช้าขึ้นมา ชงการแฟ กินข้าวกินปลา ออกไปเซ็นทรัล(ตามสูตร) ไปซื้อของเข้าบ้านและกาแฟ Starbuck ระยะหลังซื้อแบบประหยัดฮับ แต่ก่อนซื้อ latte แต่ตอนนี้ซื้อ Americano แล้วเอามาใส่นมที่บ้าน ปริมาณคาแฟอีนเพิ่มขึ้น แต่รสชาติคล้ายเดิม ผมเริ่มทำอีกทีตอนบ่ายๆ ตกเย็น ไม่ไหวแล้ว ออกไปหาอะไรกิน จริงๆไม่อยากกินอะไรหนัก แต่ตอนนี้ต้องทำงาน ผมไม่ควรล่อยให้หิว และตบท้ายด้วย Americano อีกแก้ว (ไม่ใช่ Starbuck นะกินบ่อยๆก็ไม่ไหวนะฮาฟฟ)

หลังจากกาแฟ 3 แก้ว สุดท้ายงานเสร็จ ตี 2

ถามว่างานหนักไหม คำตอบคือมันก็ไม่หนักมากหรอก ตอนทำ IS (independent study หรือสาระนิพนธ์) อ่ะโหดกว่านี้อีก ต้องอ่าน journal ไม่รู้กี่อัน ก่อนเอามาสรุป เขียนให้เป็นไปตามที่เราคิด แน่นอน เสร็จก่อนส่งแบบสดๆร้อนๆ หรือตอนเรียน ป.ตรี ก็เผางานกันข้ามคืน หรือตอนทำข่าวต้องดักสัมภาษณ์ นั่งถอดเทปทั้งวัน ก็สนุกสนานกันไป เพราะมันมีเหตุของมัน

สำหรับผม งานหนักผมว่าผมสู้ไหว ไม่ว่ากันหรอก

แต่คำถามคือ กับงานแบบนี้ กับเรื่องแบบนี้ในองค์นี้ควรจะมีการวางแผนงานที่ดี แต่ทำไม “เละ” จนสุดท้ายคนที่ต้องมานั่งแก้นั่งจัดการปัญหากลับกลายเป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่แค่คอยตรวจสอบว่าขั้นตอนมันโปร่งใสและสมเหตุสมผล

นอกจากนี้บางทีคนที่เกี่ยวข้องกับงานนี้อาจจะต้องลองทบทวนวิธีคิดเสียใหม่ อยากบอกว่า ตอนที่อ่านเอกสารการประชุมเด็กโง่ๆอย่างผมยังมี เครื่องหมายคำถามเลย ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นในที่ประชุมที่มีมีความแตกฉานในภาษาและประสบการณ์มากกว่าผมเยอะ อีกอย่างผมว่าเขาไม่ละเอียดกันเลยตกหล่นคำบางคำที่ถ้าคิดให้ลึกอาจจะมีผลกระทบตามมา (ผมอาจจะคิดมากไป แต่เรื่องอย่างนี้กันไว้ดีกว่าแก้) ไม่เข้าใจว่าหลุดมาได้ยังไง

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้อยากจะประณามใครหรอก ผมก็แค่บ่นๆไปเท่านั้นเอง ผมแค่อยากทงานให้ดี และอยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกกดดันกับงาน และผมยังสนุกกับการมานั่งทำบันทึกการประชุมนี้อยู่ และผมอยากทำให้มันดีขึ้นไป (เท่าที่สติปัญญาจะพอมี)

ผมคิดในใจว่า ก็ทุกวันนี้ เขาจ้างผมมาทำงานนี่ ก็ทำให้ดีแล้ว กัน

แต่ผมแค่สงสัยว่าคนที่ pay grade สูงกว่าผมน่ะ เขาคิดว่าเขาทำหน้าที่ของเขาได้ดีพอหรือยัง

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment