วันศุกร์ มีเรื่องให้ผมชวนอึ้ง
ผมรู้มาว่ามีพี่คนนึงในแผนกเราตัดสินใจลาออก ซึ่งเป็นสิ่งทีไม่คาดคิดมาก่อน เพราะที่นี่ turnover rate ต่ำมาก เราสามารถหาคนที่ทำในองค์กรนี้เป็นเวลา 30-40 ปีได้โดยไม่ยากนัก ดังนั้น การที่มีคนออกถือเป็นเรื่องไม่บ่อยนัก
วันนั้นนายผม 2 คนเชิญพี่คนที่จะออกมาคุย เท่าที่รู้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว และตามสไตล์ของการทำงานที่นี่ เขาเคารพการตัดสินใจเสมอ
ออกจากห้องมานาย (โดยตรง) บอกผมว่า “There will be vacancy in xxxx and you should be prepared” (ขอ censored สักนิด)
ได้ฟัง ผมก็เหยยย อะไรวะ
เย็นนั้นก่อนกลับบ้าน นายเรียกผมเข้าไปคุยอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ว่าจะจับผมเข้าไปนั่งทำงานตรงนั้น แทนที่พี่คนนั้นที่จะออกไป และถามว่าสนใจไหม ประเด็นคือ ขอด่วนๆ เพราะเขาอยากรู้ว่าผมจะ yes หรือ no เพื่อจะได้วางแผนต่อไป ที่สำคัญถือเป็นการเลื่อนตำแหน่ง
ผมถามไปตรงๆ ข้างล่างนี้คือบทสนทนาที่พอจำได้
“Let me go frank. I feel like the work there is irrelevant of my goal to become an admin officer. For me, admin officer is a kind of generalist. You gottto know finance, HR and procurement with some sense of management. And I would say that my current work can contribute to this”
นายตอบว่า
“Yes, you are right. But I would say that the job would expose you into another area.”
ถ้าจำไม่ผิด นายไม่ได้บอกชัดเจนนัก แต่อย่างน้อย ก็ให้รู้ว่าสิ่งที่ผมคิดและวางไว้ไม่ผิดอะไร นายบอกต่อว่าก็ลองไปคิดดูแล้วกันนะ นายบอกว่าถ้าไม่เอาอ่ะก็ต้องรออีกนะ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ และเขาบอกตรงๆว่าไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยนแผนอีกหรือเปล่า
“And I need your answer on Monday”
เหยย ใจร้อนโพดๆ
เรื่องของเรื่องคือ ในออฟฟิศเรา มีเสียงร่ำลือกันว่าในแผนกนี้ เป็นแดนสนธยา งานหนักเอาการและเข้าไปแล้วออกยาก อีกอย่างลักษณะเป็นห้องปิด อาจถึงขั้นทำงานแบบไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวัน ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยอยากเข้าไปทำเท่าไหร่ อีกอย่าง ผมสนใจงานในอีกแผนกหนึ่งมากกว่าที่ดูแล้วได้พบปะเจรจากับผู้คนมากหน่อย น่าสนุกดี
เย็นนั้น ผมคิดเรื่องนี้ตลอด ขับรถไปคิดไปใจลอยมาก คิดว่าเอาไงดี
แน่นอน คิดไม่ออกก็ต้องหาตัวช่วย
หลังเสร็จจากงานเลี้ยงผมโฉบไปหาป๋าป๊อกกกก นั่งดวดกาแฟกันตอน 5 ทุ่มมั้ง (ขอย้ำว่ากาแฟ ไม่ใช่เหล้า) และแน่นอนว่าได้รับคำยุยงส่งเสริมว่า “ไปเหอะ”
“ภาระเยอะนะ ได้ข่าว” ประโยคนี้โดนใจ ใช่ดิ่ ทั้งรถทั้งคอนโด และไหนบรรดาของที่ต้องผ่อนอีกมากมาย
เวลาผ่านไปผมโทรหาเพื่อนอีกคน แน่นอน ก็โดนกล่อมอีกว่า “ไปเหอะ” สำหรับตัวผมแล้ว เรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญอยู่แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะมันก็ค่อยๆมีทางไปของมัน สิ่งเดียวที่ผมกังวลคืองานใหม่นี้จะ contribute career growth ยังไงมากกว่า ซึ่งตอนนี้มันเป็น aim ของชีวิตเลยทีเดียว (ผมมีเวลาที่จะเตรียมตัวสอบอีกประมาณ 2-3 ปี ตั้งใจว่าปีนี้จะพยายามสนุกกับชีวิต และปีหน้าจะเริ่มเตรียมตัวแล้ว) ผมคิดว่าผมอยากทำให้สิ่งต่างๆรอบตัวโดยเฉพาะงานที่ทำให้เกี่ยวข้องกับเป้าหมายนี้มากที่สุด
วันจันทร์ ผมโฉบมาคุยกะนายอีกคนที่ดูแลงานตรงนี้โดยตรง ผมถามว่าชีวิตจะเป็นยังไง ถ้าเข้าไปทำงานใหม่นี้
เขาบอกว่า ข้อ 1 บอกตามตรง งานตรงนี้เอ็งทำได้แน่ มันไม่ได้ยากมาก(แกรู้ดีว่าผมโง่เลขแค่ไหน) ส่วนข้อ 2 ชีวิตเอ็งก็เหมือนเดิมแหละ เวลาทำงานก็คงเหมือนเดิม และงานก็ไม่ได้หนักอย่างที่คิดนะเฟร้ย
แกบอกต่อไปว่าทันทีที่รู้ว่าพี่เขาจะออก เขาก็คิดหลายแผนเหมือนกัน หนึ่งในแผนนั้นคือจับผมเข้าไปทำซึ่งดูน่าจะดีที่สุดเพราะ ผมพอจะรู้ระบบอยู่บ้าง สอนกันไม่ต้องนับ 1 ใหม่ และอีกอย่างผมรู้ว่าถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ผมรู้ว่าต้องโทรหาใคร ซึ่งดีกว่าเอาคนนอกเข้ามา เพราะถ้าเป็นแผนนั้น เขาก็ต้องหาคนไปนั่งทำแทนชั่วคราว เพราะกว่าจะได้คนมาคงต้องใช้เวลาเป็นเดือน
อืมมม ผมถามคำถามเดียงกันกับนายอีกคนว่ามันจะเกี่ยวกับ goal ในชีวิตยังไง แกบอกว่า ตอบตรงๆ ไม่ได้ contribute ให้กับ goal นั้นมากนัก แต่สิ่งที่แกพูดต่อ เป็นสิ่งที่ผมนึกไม่ถึง
เขาถามว่าทุกวันนี้ ตำแหน่งของผมชื่อว่าอะไรแล้วตำแหน่งในนั้นมันชื่อว่าอะไร แล้ว job profile มันเป็นไง (รู้ดิ่ ติดต่อเรื่องทำ job profile กะ recruitment มากะมือ หึหึหึ) ซึ่งตอนนี้ชื่อตำแหน่งของผมเป็นคนละชนิดกับงานที่จะได้เข้าไปทำ ซึ่งถ้าลองทำก็ถือว่าได้ลองงานใน function ใหม่ และตำแหน่งนี้ job profile ของมันก็เหมือนกันทั้งแผนกดังนั้นในอนาคตก็มีสิทธิ์ไปทำงาน function อื่นในแผนกก็ได้ (ถ้านายเขาต้องการ) นี่ก็เป็น career growth นะ
อืมมม ก็จริงนะ คือ จริงๆแล้ว ก่อนมาคุยกะแก ผมก็มีคำตอบอยู่แล้วล่ะ ว่าจะเอาไง มาคุยเพื่อให้ได้เตรียมตัว เตรียมใจ
จากนั้นผมเดินเข้าไปหานาย(โดยตรง) แกถามต่อว่าเอาไง
“We respect your decision but we want to know soon so we can plan”
ผมบอกแกไปว่าตอนนี้พอเข้าใจปัญหาของเขาแล้ว และจำไม่ได้ว่าพูดอะไรต่อไปอีก จำได้อีกทีก็หลุดปากบอกแกไปว่า
“Yes, I will go in there”
พอฟังปุ๊บ มีรอยยิ้มระบายบนหน้าแก
ดูท่าจะโล่งใจ 555
ผมบอกแกต่อว่า ผมชอบงานท้าทายนะ และผมรู้สึกว่างานตรงนั้นมันค่อนข้าง routine ดังนั้นผมอยากจะเป็นคนทำบันทึกการประชุมอยู่ เพราะมันท้าทายและได้เรียนรู้งานเยอะดี อีกอย่าง ถ้ามีงานอะไรที่มันท้าทายและคิดว่าผมทำได้ล่ะก็จัดมาละกัน (สารภาพ ผมกลัวจะโดนบอนไซ อะไรหลายๆอย่างที่มีคับ)
แกบอกว่าโอเค (เดี๋ยวจัดให้) แกบอกว่าชอบอะไรแบบนี้นะที่เรา contribute ให้ออฟฟิศนอกเหนือจากงานประจำ แกบอกว่าสิ่งสำคัญที่แกชอบคือ commitment ที่เรามีให้ออฟฟิศ
แล้วเรื่อง drama ทางความรู้สึกก็จบลง
แล้วผมก็บอกโลกเสมือนใน facebook ว่า Hope I made the right choice.
อยากบอกว่าดีเหมือนกัน ผมดูจะหัดตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตอนนี้คงได้แต่คิดไปข้างหน้าว่าจะเจออะไรบ้าง
ตอนเย็นๆ หลังจากคิดเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าดีอย่างที่ไม่ได้งานที่ต้องการ เพราะการที่เราได้ในสิ่งที่ไม่ชอบทำให้เราไม่คาดหวังอะไรเลย ซึ่งดีแล้ว เพราะถ้าหวังแล้วไม่ได้ดังหวังอ่ะ มันก็จะผิดหวัง
อีกอย่างการที่ผม move ขึ้นมาก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ได้เข้ามาทำแทนผมบ้าง ถือเป็นการ “ขยับๆ กันขึ้นไป”
สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก “นิทานชีวิต” เรื่องนี้คือ บางทีนะผมว่าเราเลือกเส้นทางชีวิตไม่ได้หรอก แต่เราเลือกที่จะปรับทัศนคติของเราให้อยู่กับสิ่งใหม่ๆได้ และบางทีนั่นคงเป็นโอกาสดีให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น
It’s all about your attitude, really.
ป.ล. ขอกราบขอบพระคุณผู้มีอุปการคุณที่สนับสนุนการตัดสินใจในครั้งนี้
- แม่ที่รับฟัง
- พี่ที่ “นั่งใกล้ๆกัน” หวังว่าคงเป็น the right choice นะฮาฟฟฟ
- Ms. F and Mr. W, well, thanks for your reasoning and given opportunity
- ป๋าป๊อกกี้ ที่ดวดกาแฟด้วยกัน และชี้ให้เห็นถึง logic ของชีวิตที่ว่า อะไรมาก็คว้าไว้ก่อนนะไอ้ตี๋
- คุณ ก. แถวปุณณวิถี ที่รับฟังและให้มุมมอง
- พี่อัจ ที่ให้กำลังใจในการตัดสินใจในครั้งนั้น (ที่ออกจากงานครั้งแรก) ใช่ฮับ มีครั้งแรก(ที่ก้าวออกไปหาอะไรใหม่ๆ) ก็มีครั้งๆต่อๆมา lecture วันนั้นออกแนว เป็น lecture เปลี่ยนชีวิตกันเลยนะฮับ ขอบคุณหลายๆ